อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ในประเทศไทยถือเป็นภาคส่วนที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตของภาคการก่อสร้าง และอุตสาหกรรมอื่น ๆ มากมาย ประเทศไทยมีผู้ผลิตปูนซีเมนต์รายใหญ่หลายราย ซึ่งความต้องการปูนซีเมนต์ขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจ และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ และเอกชน ปัจจุบันอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์กำลังเผชิญกับความท้าทายจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น และความต้องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เนื่องจากการผลิตปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมาก ซึ่งเป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อน อีกทั้งอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ยังมีการแข่งขันสูงทั้งจากผู้ผลิตในประเทศ และต่างประเทศ ราคาวัตถุดิบ และพลังงานที่ใช้ในการผลิตมีความผันผวน ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต

การพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตที่ยั่งยืน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
ปัจจุบันอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์กำลังมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตที่ยั่งยืน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น มีการส่งเสริมการใช้ปูนซีเมนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก มีการให้ความสำคัญกับการนำวัสดุเหลือใช้กลับมาใช้ใหม่ในกระบวนการผลิต เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยทั่วไปแล้ว โรงงานปูนซีเมนต์ในประเทศไทยใช้เชื้อเพลิงหลากหลายประเภท โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ๆ ดังนี้
เชื้อเพลิงหลัก :
ถ่านหิน: เป็นเชื้อเพลิงหลักที่ใช้ในอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ เนื่องจากมีปริมาณสำรอง และราคาค่อนข้างถูก
ปิโตรเลียมโค้ก (Petroleum Coke): เป็นผลพลอยได้จากการกลั่นน้ำมัน ซึ่งมีค่าความร้อนสูง ใช้เป็นเชื้อเพลิงในเตาเผาปูนซีเมนต์ได้
เชื้อเพลิงทางเลือก/เชื้อเพลิงทดแทน :
เชื้อเพลิงชีวมวล (Biomass): เช่น แกลบ ขี้เลื่อย เศษไม้ และวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรอื่น ๆ ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานหมุนเวียน
เชื้อเพลิงจากขยะ (Refuse Derived Fuel – RDF): เป็นเชื้อเพลิงที่ได้จากการแปรรูปขยะชุมชน ซึ่งช่วยลดปริมาณขยะ และลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล
ของเสียอุตสาหกรรม: เช่น เศษพลาสติก เศษยาง และของเสียอื่น ๆ ที่มีค่าความร้อนสูง
ก๊าซธรรมชาติ: มีการใช้ในบางโรงงานแต่มีสัดส่วนที่น้อยกว่าเชื้อเพลิงหลัก
ในปัจจุบัน การใช้เชื้อเพลิงทางเลือก/เชื้อเพลิงทดแทนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากความต้องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ การใช้เชื้อเพลิงทางเลือกยังช่วยลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ได้อีกด้วย
ความสำคัญของเชื้อเพลิงต่อกระบวนการผลิตปูนซีเมนต์มีบทบาทหลัก ดังนี้
- เป็นพลังงานหลักในการเผาวัตถุดิบ: ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการผลิตปูนซีเมนต์คือการเผาวัตถุดิบในเตาเผาที่มีอุณหภูมิสูงถึงประมาณ 1,450 องศาเซลเซียส เพื่อให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมี และก่อตัวเป็นปูนเม็ด เชื้อเพลิงเป็นแหล่งพลังงานความร้อนหลัก หากไม่มีเชื้อเพลิง หรือเชื้อเพลิงไม่เพียงพอ กระบวนการเผาจะไม่สมบูรณ์ และไม่สามารถผลิตปูนเม็ดที่มีคุณภาพได้
- กำหนดต้นทุนการผลิต: ต้นทุนเชื้อเพลิงถือเป็นสัดส่วนที่สำคัญในต้นทุนการผลิต ความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงจึงส่งผลกระทบต่อราคาปูนซีเมนต์ และความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิต การเลือกใช้เชื้อเพลิงประเภทต่าง ๆ และการบริหารจัดการเชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพจึงมีความสำคัญต่อการควบคุมต้นทุน
- ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม: การเผาไหม้เชื้อเพลิงในเตาเผาก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของภาวะโลกร้อน ประเภทของเชื้อเพลิง และเทคโนโลยีการเผาไหม้ จึงมีผลต่อปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ดังนั้น การเลือกใช้เชื้อเพลิงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น เชื้อเพลิงชีวมวล หรือเชื้อเพลิงจากขยะ จึงมีความสำคัญต่อความยั่งยืนของอุตสาหกรรม
- คุณภาพของผลิตภัณฑ์: อุณหภูมิและสภาวะในเตาเผามีผลต่อคุณภาพของปูนเม็ดโดยตรง ซึ่งอุณหภูมิที่เหมาะสมนั้นได้มาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพ การควบคุมปริมาณ และคุณภาพของเชื้อเพลิงจึงมีความสำคัญต่อการผลิตปูนซีเมนต์ที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน
- ความต่อเนื่องของกระบวนการผลิต: การมีแหล่งเชื้อเพลิงที่มั่นคง และเพียงพอต่อความต้องการ เป็นสิ่งสำคัญต่อการดำเนินงานของโรงงานอย่างต่อเนื่อง การหยุดชะงักของแหล่งเชื้อเพลิงจึงส่งผลกระทบต่อกระบวนการผลิตทั้งหมด และอาจนำไปสู่ความเสียหายได้
เชื้อเพลิงมีบทบาทสำคัญต่อการผลิตปูนซีเมนต์หลายด้านด้วยกัน ไม่เพียงแต่เป็นแหล่งพลังงานที่จำเป็นต่อการผลิตเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการกำหนดต้นทุนการผลิต ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม คุณภาพของผลิตภัณฑ์ และความต่อเนื่องของกระบวนการผลิต ด้วยเหตุนี้ การเลือกใช้เชื้อเพลิงที่เหมาะสม มีประสิทธิภาพ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จึงสำคัญต่อความสำเร็จและความยั่งยืนของอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์
การเฝ้าระวังไฟไหม้เชื้อเพลิงด้วยกล้องถ่ายภาพความร้อน
ปัจจุบันอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์มีการหันมาใช้เชื้อเพลิงทางเลือกมากขึ้น เนื่องจากต้องการลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล เชื้อเพลิงทางเลือก เช่น เชื้อเพลิงชีวมวล เชื้อเพลิงจากขยะ หรือของเสียอุตสาหกรรม ซึ่งเชื้อเพลิงเหล่านี้เมื่ออยู่รวมกันเป็นกองเชื้อเพลิง สามารถเกิดความร้อนสะสม เมื่อความร้อนไม่สามารถระบายได้ทัน อุณหภูมิสูงถึงจุดติดไฟ ทำให้เกิดการลุกติดไฟขึ้นได้ สิ่งสำคัญคือ การวางแผน และการดำเนินมาตรการป้องกัน การเฝ้าระวังอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งสามารถลดความเสี่ยงการเกิดไฟไหม้เชื้อเพลิงได้

การใช้กล้องถ่ายภาพความร้อนเพื่อเฝ้าระวังเชื้อเพลิง
- ป้องกันและลดความเสี่ยงการเกิดไฟไหม้: การใช้กล้องถ่ายภาพความร้อนช่วยให้สามารถตรวจจับจุดที่มีอุณหภูมิสูงผิดปกติ (hot spots) ได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ก่อนที่จะลุกลามเป็นเพลิงไหม้ ทำให้สามารถเข้าแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที
- ตรวจสอบ และเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บเชื้อเพลิง: กล้องถ่ายภาพความร้อนช่วยให้สามารถตรวจสอบสภาพการจัดเก็บเชื้อเพลิงได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถระบุพื้นที่ที่มีการระบายอากาศไม่ดี หรือมีการสะสมความร้อนผิดปกติ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของความเสี่ยง นำไปสู่การปรับปรุงวิธีการจัดเก็บ และจัดการเชื้อเพลิงให้เหมาะสม ลดความเสี่ยงของการเกิดความร้อนสะสม และการสูญเสียเชื้อเพลิงโดยไม่จำเป็น
ระบบกล้องถ่ายภาพความร้อน XI 400 CM จากแบรนด์ Optris

กล้องถ่ายภาพความร้อน XI 400 CM มีตัวเครื่องป้องกันกลางแจ้งรุ่นปรับปรุงใหม่ ประกอบด้วยฮีตเตอร์/พัดลมในตัว ช่วยให้สามารถทำงานได้ในอุณหภูมิตั้งแต่ -40 °C ถึง 50 °C ถือเป็นเครื่องมือใหม่ที่สามารถนำทั้ง infrared camera และ HD video camera มารวมอยู่ในเครื่องเดียว สามารถตรวจสอบสภาพโดยรวมได้ทั้งแบบภาพความร้อน และภาพปกติ
คุณสมบัติเด่น
- สามารถตรวจวัดได้ในสภาวะกลางแจ้ง มีทั้งกล้อง IR camera Xi 400 และ visual camera ทำให้สามารถดูภาพได้ทั้งภาพความร้อน และภาพปกติ
- ความละเอียด 382 x 288 พิกเซล (IR camera), 1280 x 720 พิกเซล (visual camera)
- ช่วงการตรวจวัด: (-20) – 100 °C / 0 – 250 °C / (20)150 – 900 °C (ออฟชั่น: 200 – 1500 °C)
- USB Server Gigabit
- Frame rate ของ IR camera Xi 400: 80 Hz / 27 Hz ส่วน visual camera: 30 Hz
- Thermal sensitivity (NETD): 50 mK
- มาตรฐานการป้องกันฝุ่นละอองและน้ำในระดับ IP66
- มีการแจ้งเตือนเมื่อถึงระดับค่าความร้อนตามที่ได้ตั้งค่าไว้




